Cloud Computing คืออะไร

เราเข้าใจว่ามีคนจำนวนนึงรู้จักคำนี้อยู่แล้ว แต่ก็แน่ล่ะที่ต้องมีคนไม่รู้จักว่าเจ้า Cloud Computing มันคืออะไร ดูเหมือนจะเข้าถึงยาก ต้องเป็นคนที่สนใจด้านไอทีเท่านั้นถึงจะเข้าใจ เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ถ้าคิดแบบนี้อยู่ล่ะก็… คงต้องทบทวนกันใหม่

ด้วยความที่ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีแทรกซึมไปในทุกแขนงในสำนักงานหรือองค์กรของคุณ อย่าปฏิเสธว่า “ไม่” เลย ถ้าคุณใช้มือถือและคอมพิวเตอร์อยู่ เพราะฉะนั้นมาทำความรู้จักดีกว่า Cloud Computing ทำหน้าที่อะไร เชื่อมโยงอะไรกับชีวิตคุณ

Cloud Computing คือ การใช้ซอฟต์แวร์ ระบบ และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้เลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud จากที่ไหนก็ได้ นี่คือความหมายที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า Cloud Computing ซึ่งระดับการใช้งาน Cloud Computing สามารถแบ่งได้ดังนี้

  • IaaS หรือ Infrastructure-as-a-Service : ระบบนี้จะอยู่ในลักษณะในการเช่าเครื่อง เราสามารถเลือกระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมต่าง ๆ ตามที่เราต้องการใช้ได้ทั้งหมด ผู้ให้บริการจะทำการจัดเตรียมเครื่องมือ หรือทรัพยากรต่าง ๆ ให้เราเท่านั้น ตัวอย่างเช่นผู้ให้บริการอย่าง AWS, Digital Ocean เป็นต้น

  • PaaS หรือ Platform-as-a-Service : เป็นการจัดการระบบที่เพิ่มซับซ้อนขึ้นมา แต่สิ่งที่เราต้องเตรียมรับมือมีเพียงแค่ Application และ Data ข้อมูลของระบบ จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องของ Infrastructure ที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างเช่น CPU, RAM และเวอร์ชั่นของ OS ที่ใช้รันโปรแกรม ตัวอย่างผู้ให้บริการเช่น Microsoft Azure, Google เป็นต้น

  • SaaS หรือ Software-as-a-Service : ระบบเป็นประเภทที่ทุกคนน่าจะเคยใช้กัน แต่ไม่รู้ว่ามันคือ SaaS ส่วนใหญ่มักเป็น Software เช่น Microsoft Office 365, Google Drive, iCloud และ Saleforce เป็นต้น ให้เราได้ใช้งานได้เลย โดยที่เราไม่ต้องกังวล หรือหาคนมาดูแลในส่วน Infrastructure รวมถึงคนมาสร้าง Application ให้เรา เพราะทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมมาโดยผู้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว 


ประโยชน์ของการใช้ Cloud Computing 

ตามที่เห็นไปว่าเราพูดถึงการใช้งานในองค์กรหรือสำนักงานบ่อย ๆ เพราะมันเหมาะในการทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่ใช่แค่นั้น…

  • ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น : การใช้ Cloud Computing ประหยัดค่าใช้ได้มหาศาล หากคุณเลือกระบบ PaaS หรือ SaaS ผู้ให้บริการจะลงทุนกับทรัพยากร IT ให้เอง อาทิเช่น ฮาร์ดแวร์, การวางโครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลและสนับสนุนจากระบบต่าง ๆ

  • พร้อมรองรับขยายตัวของธุรกิจ : ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเติบโตได้เร็วขนาดไหนก็ไม่ต้องกังวล เพราะระบบ Cloud สามารถเพิ่มขนาดความจุ CPU หรือขยายพื้นที่ Storage สำหรับจัดเก็บข้อมูลได้ตลอดเวลา ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่เสียเวลา คุณจึงลดเวลาในส่วนนี้ แล้วหันไปพัฒนาศักยภาพด้านอื่น ๆ ของธุรกิจได้แทน

  • เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน : นี่เป็นข้อดีของ Cloud ที่ทุกคนให้การยอมรับ เพราะ Cloud ให้ความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน หมดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ เวลา หรืออุปกรณ์ แค่มีอินเทอร์เน็ตก็สามารถใช้งานได้ เช่น การประชุม Video Conference การแชร์ไฟล์เอกสารต่าง ๆ ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นผ่าน Notebook, Tablet หรือสมาร์ตโฟน

  • เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยก่อนใคร : บริษัทที่ใช้ Cloud Computing มีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มากกว่า เนื่องจากผู้ให้บริการ Cloud จะทำหน้าที่อัพเกรดระบบและสรรหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น Blockchain, Virtual Machine หรือ Application ใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาใช้ร่วมกับระบบ Cloud พร้อมนำเสนอ Solutions ที่เป็นประโยชน์กับแต่ละธุรกิจอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ

  • จัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย : ด้วยการใช้ระบบ Cloud กับผู้ให้บริการที่มี Data Center อยู่ในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองระดับมาตรฐานสากล อาทิ ISO, PCI DSS หรือ CSA-STAR ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าข้อมูลของคุณจะจัดเก็บไว้ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม ข้อมูลสำคัญจะไม่ถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างแน่นอน อย่างที่คุณเห็นได้ในบริการของ Atcetera 


ลักษณะงานที่เหมาะกับการนำระบบ Cloud มาใช้

  • งานที่ต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก : เพราะในปัจจุบันทุกธุรกิจและองค์กรใช้อินเทอร์เน็ตในการดำเนินงาน และระบบแมนนวลไม่รองรับความรวดเร็วในการทำงาน แต่เมื่อคุณใช้ Cloud แน่นอนว่าหน่วยงาน IT ของคุณจะออกแบบระบบได้รวดเร็วเพื่อให้ผู้ใช้หรือลูกค้าได้รับประสบการณ์ดี ๆ ในการใช้งานแอปพลิเคชัน ต่าง ๆ ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ 

  • ระบบสำรองกรณีฉุกเฉิน (Disaster Recovery) : Cloud ช่วยในเรื่องนี้ได้ เพราะทุกวันนี้หลายองค์กรต้องมีระบบกู้คืนข้อมูลสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน เพียงแค่คุณลงทุนสร้าง Data Center ก็ค่อนข้างสิ้นเปลืองทั้งในเรื่องของเวลา ค่าใช้จ่าย ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ดังนั้น การนำระบบ Hybrid Cloud มาปรับเข้ากับระบบ Disaster Recovery จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ องค์กรจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้าง Data Center อีกด้วย

  • ปริมาณงานที่คาดเดาไม่ได้ (Unpredictable Workloads) : งานหรือธุรกิจที่มักจะมีช่วงเวลาเกิด Workload จำนวนมากจนผู้ดูแลคาดเดาได้ยาก (ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบางช่วงเวลา เช่น ทุกต้นเดือนหรือปลายเดือน ช่วงที่มีการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย) กรณีเหล่านี้ทำให้มีผู้ใช้เข้าใช้ระบบเกิดขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้ระบบไม่สามารถรองรับได้ แต่ด้วยการใช้ Cloud มาทำงานร่วมกับระบบเดิมในรูปแบบ Cloud เท่านี้องค์กรก็สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การขยับขยายเพื่อรองรับผู้ใช้จำนวนมากในอนาคต (Scalability) : ถ้าธุรกิจหรือองค์กรของคุณจำเป็นต้องรองรับปริมาณผู้ใช้จำนวนมาก การนำระบบ Cloud มาใช้เพื่อขยายฐานรองรับนั้นเหมาะสมทีเดียว เนื่องจากเราไม่ต้องลงทุนมากในครั้งแรก อาจเริ่มจากระบบเล็ก ๆ แล้วขยับขยาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของระบบได้อย่างรวดเร็ว โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการจัดหาอุปกรณ์เองแบบ On-Premises 

  • งานที่ใช้ Storage ขนาดใหญ่ : ปัจจุบันค่าใช้จ่ายหลักที่เสียไปกับระบบ IT คือ ค่าใช้จ่ายทางด้าน Storage เพราะนับวันการเติบโตของข้อมูลขยับขยายอย่างต่อเนื่อง การเก็บข้อมูลที่เป็น Semi-Structured และ Unstructured มากขึ้น ยิ่งทำให้อัตราการเจริญเติบโตของ Storage สูงขึ้นไปอีก Cloud จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูลให้คุณจุข้อมูลที่สำคัญ ๆ ได้มากขึ้น


ข้อมูลทั้งหมดช่วยให้คุณเห็นภาพ Cloud แบบครบทุกมุมที่คุณจำเป็นต้องรู้ สำหรับใครที่สงสัยว่าจะสามารถปรับปรับใช้ Cloud computing อย่างไรดี เราขอแนะนำบทความ Cloud computing ประเภทไหน ที่ใช่สำหรับธุรกิจคุณ ให้คุณได้ลองเข้าไปอ่านกัน เผื่อว่าคุณอาจจะพบ Cloud รูปแบบที่ใช่สำหรับธุรกิจก็เป็นได้

Share with

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *